SNAP-EAT in Changsha 3 – 8 Nov 2017 EP.0 : จุดเริ่มต้นและการเตรียมตัว

ทริปฉางชาครั้งนี้ ถือว่าเป็นทริปต่างประเทศทริปแรก…
ที่เราจะมาเขียนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่ได้เจอมาให้เพื่อนๆอ่านกันนะคะ
เรียกได้ว่าขอแซงคิวทริปอื่นๆ ที่ไปมาก่อนหน้านี้เลยก็ว่าได้ 5555
(( EP นี้ จะเป็นเรื่องเล่าซะส่วนใหญ่ ข้ามๆ ไป EP ต่อไปเลยก็ได้นะคะ  ))
จะว่าไปแล้วทริปนี้ดูเหมือนจะเป็นทริปที่เราวางแผนมาตั้งแต่ต้นปี
เราตัดสินใจซื้อตั๋วไปฉางซา ในวันที่ 11 มีนาคม 2560 นู้นนนนนเลยค่ะ
ซึ่งเป็นช่วงที่เรากำลังลังเลว่าเราจะไปเที่ยวไหนดีน้าาาาา….
แล้วพี่ๆ ทั้ง 4 คน ของเราก็มาชวนพวกเราสองคนว่า
“ไปหุบเขาอวตารกันมั้ย พี่ๆซื้อตั๋วกันหมดแล้ว ซื้อตั๋วเลย แล้วไปพร้อมกัน”
ความลังเล ก็เปลี่ยนเป็นความชัดเจนขึ้นมาในทันที
จีนก็จีนละกัน พี่เราพูดจีนได้ สบายๆอยู่แล้ว….เราจึงรีบซื้อตั๋วในทันใด
แต่ทุกอย่างมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตั๋วขาไปฉางซาในวันที่พี่ๆเราซื้อไว้นั้นไม่เหลือราคาโปรเลย
เราจึงตัดสินใจ ซื้อตั๋วขาไปก่อนพี่ๆ 1 วัน เพราะเรื่องของราคาล้วนๆ 5555
เราได้ตั๋วไปกลับ 2 คน มาในราคา 6,460 บาท ปล. ตั๋วอย่างเดียวนะคะไม่รวม กระเป๋า และอาหาร ^^

เนื่องจากเรามีเวลาเกือบ 8 เดือนก่อนเดินทาง และเราก็ไปกันหลายคนเราจึงค่อนข้างชะล่าใจ
ว่าจะมีคนช่วยทำแพลนแน่ๆ ปล่อยเวลาผ่านไป
จนเกือบลืมไปว่าเรามีทริปนี้อยู่นะ ก็วันที่เราเข้าไปดู booking ต่างๆ ที่ซื้อไว้
เวลาก็ล่วงเลยมาปลายเดือนกรกฏาคมแล้ว ข้อมูลทุกอย่างเป็น 0 จร้าาา
เราจึงเริ่มเปิดประเด็นถามผู้ร่วมทริปของเรา ซึ่งมีทั้งหมด 6 คน
ว่าเราจะไปไหนกันบ้าง มีที่ไหนอยากไปเป็นพิเศษมั้ย
แล้วก็ได้ สถานที่หลักๆ มาคือ หุบเขาอวตาร เขาเทียนเหมินซาน เมืองโบราณเฟิ่งหวง
3 สถานที่ยอดฮิต ของ route ฉางซา นั้นใน pantip นั่นเอง ^^

แต่ด้วยงานส่วนตัวของแต่ละคนทำให้หน้าที่การจัดแพลนทั้งหมดตกมาอยู่ที่เราทั้งหมด 555
จากนั้นแหล่งข้อมูลหลักของเราก็คือ pantip  เรานั่งอ่านเกือบจะทุกกระทู้ที่เป็นทริปฉางซา
ทั้งกระทู้เก่าๆและคอยตามอ่านกระทู้ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ เพื่อข้อมูลที่อัพเดทที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยเวลา 6 วัน 5 คืน (3-8 Nov 2017) ของเราสองคน ซึ่งก็ว่าน้อยแล้วที่จะไปเที่ยวให้ได้ครบทั้งหมด
พี่ๆของเรามีเวลาแค่ 5 วัน 4 คืน (4-8 Nov 2017) ก็ยิ่งน้อยไปอีก
เราจะจัดแพลนยังไงในทุกคน Happy  นี่คือโจทย์ที่ยากมากสำหรับเรา

จนสุดท้ายเราก็ได้ Plan นี้ออกมาค่ะ

แพลนนี้อาจจะไม่ได้เป็นแพลนที่ดีมากนะคะ เพราะเวลาทุกอย่างค่อนข้างจะรัดตัวไปหน่อย
ในบางจุดถ้าช้าไปนิดนึงอาจจะทำให้เราพลาดรถข้ามเมืองได้ 5555
แต่ถ้าใครที่อยากเที่ยวให้ครบให้คุ้มก็ลองเอาไปใช้ได้นะคะ ^^
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับช่วงที่ไปเที่ยวด้วยนะคะว่าเป็นช่วง high ที่คนเยอะๆ รึป่าว
ถ้าเป็นช่วงนั้นไปตามแพลนนี้คงไม่ไหว

สำหรับการเตรียมตัวนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเที่ยวประเทศจีนก็คือ การขอวีซ่า ค่ะ
การขอวีซ่านั่นก็ไม่ยากค่ะ สิ่งที่ต้องเตรียมคือ 
1. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว (48 มม. X 33 มม.) ถ้าเอาชัวร์ก็ไปถ่ายที่ร้านก็ได้ค่ะ บอกว่ารูปทำวีซ่าจีน
แต่เราถ่ายเองแล้วไปปริ้นที่ร้านอัดรูป โดยรายละเอียดของรูปสามารถดูได้จาก <<Link>> นี้ค่ะ
2. Passport ที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน และมีหน้าว่างเหลือ 2 หน้า
พร้อมสำเนาที่เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง มาด้วย 1 ใบค่ะ
2.1 ถ้าใครที่เคยมีวีซ่าจีนอยู่แล้ว (เคยไปจีนมาแล้ว) ให้ถ่ายเอกสารสำเนาวีซ่าจีนอันเก่ามาด้วย
แต่ถ้าวีซ่าอันเก่าอยู่ใน Passport เล่มเก่า ก็ต้องถ่ายสำเนา passport เล่มเดิมมาด้วยนะคะ
พวกเรากันพลาดโดยเอาเล่มเก่าติดไปด้วยค่ะ (พอดีแฟนเราและพี่ๆเค้าเคยไปเที่ยวจีนมาแล้ว)
2.2 ถ้าใครที่มีการเปลี่ยนชื่อ – สกุล ที่ไม่ตรงกับ passport ก็นำสำเนาใบเปลี่ยนชื่อสกุลไปด้วยนะคะ
3. เเบบฟอร์มการขอยื่นวีซ่าจีน โหลดได้จาก <<Link>> นี้ค่ะ
4. หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินไปกลับ
5. หลักฐานการจองที่พักที่จีนค่ะ เนื่องจากเราไปกันหลายคนเจ้าหน้าที่เก็บสำเนาไว้แค่ชุดเดียวค่ะ
แต่ก็ควรเตรียมไปให้ครบตามจำนวนคนไว้ก่อนดีกว่าค่ะ
6. สำหรับคนที่ไม่ได้ไปยื่นเอง ก็ต้องกรอกใบมอบอำนาจด้วยค่ะ แบบฟอร์มตาม <<Link>>  นี้ค่ะ
7. เงินค่าธรรมเนียมวีซ่าค่ะ ถ้าเข้าออก 1 ครั้ง 1500 บาท แต่ถ้าใครมีแพลนจะไปซ้ำอีกในช่วงเวลาใกล้ๆกัน
สามารถเลือกทำแบบอื่นๆได้นะคะ รายละเอียดตาม <<Link>> เลยค่ะ
หมายเหตุ ควรขอวีซ่าก่อนเดินทาง 1 เดือน แต่ไม่ควรขอล่วงหน้าเกิน 3 เดือนนะคะ เด่วจะหมดอายุก่อนได้เดินทาง
ส่วนสถานที่ยื่นขอวีซ่าจีน อยู่ที่ อาคารธนภูมิ ชั้น 5 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่นะคะ
สามารถเข้าไป ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.visaforchina.org/BKK_TH ค่ะ