เทศกาลดนตรีแห่งความรัก กับที่พักสุดโรแมนติก

ถ้าจะพูดถึงหน้าหนาวแล้ว สิ่งที่เราสองคนทำมาติดต่อกันมาเป็น 3 ปีแบบไม่รู้ตัว นั่นก็คือ…
“การไปเทศกาลดนตรี Season of Love Song ที่สวนผึ้ง” ค่ะ
แต่ที่บอกว่าไม่รู้ตัว คือ พอมาย้อนนับไปก็ “อ้าว 3 ปีแล้วหรอ”
ในช่วงระยะเวลา 3 ปี อายุที่เป็นเพียงตัวเลขนั้น ก็เพิ่มขึ้นด้วย 555
จากปีแรก เราดูคอนเสิร์ตตั้งแต่ช่วงบ่ายยันเช้าของอีกวันแล้วกลับกรุงเทพทันที
ปีที่  2 เราก็ดูคอนเสิร์ตตั้งแต่ช่วงบ่ายยันเช้าของอีกวัน แต่ก็นอนพัก แล้วกลับกรุงเทพเย็นๆ
พอมาถึงปีที่ 3 เราก็ยังนั่งดูคอนเสิร์ตยันเช้าเหมือนเดิมค่ะ แต่เพิ่มเติมคือ “ขอพักที่สวนผึ้งอีกสักคืน” 555
ถ้าใครที่เคยไปงานเทศกาลดนตรีแบบนี้ ก็จะทราบกันดีว่า ที่พักจะหายากมาก และราคาก็สูงขึ้นด้วย
งาน Season of Love Song นั้นจะเริ่มตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ถึงเช้าวันอาทิตย์ เหมือนกันทุกปี
เราจะต้องออกจาก กรุงเทพตั้งแต่เช้าเพื่อไปให้ถึงงานก่อนประตูเปิด
และต้องไปต่อคิวเข้างาน จากนั้นก็ต้องวิ่งค่ะ วิ่งจองที่เพื่อให้ได้นั่งใกล้เวทีมากที่สุด ^^
ซึ่งตัวแทนของเราก็วิ่งได้ดีค่ะ เราสองคนได้นั่งโซนหน้าเวทีตลอด อิอิ
เมื่อเราทราบวันแล้ว เราจึงเลือกที่จะหาที่พักคืนวันอาทิตย์แล้วค่อยกลับกรุงเทพวันจันทร์ชิลๆค่ะ
และตัวช่วยในการจองที่พักของเราก็คือ Application บนมือถือค่ะ
เพราะสะดวก เราสามารถค้นหาที่พัก เทียบราคา ได้ทุกทีทุกเวลา
และด้วยความที่เราเป็นคนค่อนข้างใช้เงินเป็นหรืองกนิดๆ 😛 เราจึงเปรียบเทียบกันอยู่หลาย App
เพราะว่าถึงแม้จะเป็นโรงแรมเดียวกัน วันเดียวกัน แต่ราคาของแต่ละ App หรือแต่ละเว็บก็ไม่เท่ากันค่ะ
โดยเจ้าไหนที่แจก Code ลดราคาบ่อยๆ ก็จะได้รับความสนใจจากเราเป็นพิเศษค่ะ
ไหนๆ ก็ใกล้จะถึงวันงานของปีนี้เข้ามาแล้ว เราจะขอแนะนำวิธีการจองพี่พักในช่วงที่หาที่พักได้ยากมาก
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนที่กำลังหาที่พักกันอยู่นะคะ  ^^
เราจะขอยกตัวอย่างการจองห้องพักที่ Palazzo La Toscana ที่เราไปพักกันมาเมื่อปีที่แล้วนะคะ
App และเว็บ ที่เรารู้สึกว่า เค้ามี Code ส่วนลด บ่อยและถี่มากที่สุดก็คือ Traveloka ค่ะ
เริ่มต้น เราก็เข้าไปที่ App Traveloka ค่ะ แล้วเลือก Hotels เพื่อเข้าไปจองโรงแรม
แต่สำหรับใครที่ถนัดจองผ่านเว็บไซต์มากกว่าก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ได้ เพราะขั้นตอนก็จะคล้ายๆกันค่ะ

ต่อด้วยใส่สถานที่ที่จะไป เราใส่ สวนผึ้ง ค่ะ พิมพ์ภาษาไทย ได้เลยนะคะ

แล้วก็กด Search ก็จะได้ รายชื่อโรงแรมและราคาขึ้นมาค่ะ เราเลือก Palazzo La Toscana
ก็จะขึ้นรายละเอียดของโรงแรมขึ้นมาค่ะ เราจะสามารถเลือกห้องที่เราต้องการได้จากขั้นตอนนี้ค่ะ
เราเลือกห้อง Deluxe Suite ค่ะ สังเกตุนะคะ จะมี 2 ราคา คือแบบยกเลิกไม่ได้ กับแบบยกเลิกได้ฟรี
ถ้าเรามั่นใจแล้วจัดราคาแบบ Non-refundable เลยค่ะ ถูกกว่าเยอะเลย
หลังจากกด Choose ก็จะเป็นรายละเอียดของห้องที่เราเลือก และ รายละเอียดของผู้จองค่ะ
เช็คให้เรียบร้อย และกด Continue ไปต่อกันเลยค่ะ
App นี้ค่อนข้างรอบคอบค่ะ ก่อนจะไปหน้าจ่ายเงิน จะมีสรุปรายละเอียดเพื่อให้เราเช็คอีกรอบ
เราว่าข้อนี้ดีมากๆ ค่ะ ตรวจสอบให้แน่ใจอีกรอบแล้ว ไปจ่ายเงินกันต่อเลยค่ะ
มาในส่วนของการเลือกช่องทางการจ่ายค่าห้องค่ะ
ถ้าให้แนะนำ เราจะแนะนำให้จ่ายผ่านบัตรเครดิตค่ะ เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

มาถึงจุดสำคัญกันแล้วค่ะ การใส่โค้ดส่วนลด ครั้งแรกๆ เราก็งงว่าจะใส่ code ตอนไหน
เพราะว่า App นี้เค้าให้ใส่ในขั้นตอนท้ายๆ เลย ค่ะ
กดตรง APPLY
แล้วจะมีช่องให้เราใส่ Code ส่วนลดค่ะ เราก็ใส่ Code ที่เราได้มาลงไป แล้วกด Apply อีกครั้งค่ะ
ถ้า Code ที่เราใส่ถูกต้องจะปรากฏหน้าตาแบบนี้ค่ะ
โดย Code ที่เราใส่ในตัวอย่างคือ TRIPTHAI ซึ่งมีอยู่ในช่วงที่เราเขียนอยู่พอดี ^^
เราก็จะได้หน้าสรุปยอดที่เราต้องชำระ ซึ่งจะเป็นยอดที่ลดแล้วค่ะ จากนั้นก็กด Pay Now โลดค่ะ
เป็นอันเสร็จ แล้วเราจะได้ Voucher มา ซึ่งจะมีทั้งใน App และส่งมาทาง Email ค่ะ
บางคนอาจจะสงสัยนะคะว่า เราจะติดตามว่าช่วงนี้มี Code อะไรบ้างได้จากช่องทางไหน
ง่ายๆเลยค่ะ ก็ใน App เค้าเลยค่ะ เข้า App มาก็เจอเลยค่ะ
อยู่ตรง Ongoing Promos กดไปก็จะเจอว่ามี Code อะไรที่ใช้ได้ในช่วงนี้บ้าง แบบไม่มีกั๊กเลยค่ะ
ถ้าใครอยากเข้าไปดูข้อมูลของ Palazzo La Toscana ก่อนทำการจองสามารถคลิก >>ที่นี่<< ได้เลยค่ะ
หรืออยากดูที่พักอื่นๆ ในสวนผึ้งเพิ่มเติมก็เข้าจาก Traveloka ได้เช่นกันค่ะ
ถือว่าเป็นทริกเล็กๆน้อยๆที่เราเอามาฝากเพื่อนๆ นะคะ smile

เรามาต่อกันที่บรรยากาศของงาน Season of Love Song 7 เมื่อปีที่แล้วกันสักหน่อยค่ะ
ที่บอกว่าเราต้องวิ่งเพื่อให้ได้นั่งหน้าเวที มันดียังไง ตามภาพเลยค่ะ ^^
งานคอนเสิร์ตนี้จะจบในตอนเช้าค่ะ บางทีก็ 6 โมงเช้าเลย
ปีที่ผ่านมาพอจบคอนเสิร์ต เราก็นอนพักเอาแรงในรถสักแปป จากนั้นก็ล้างหน้าล้างตา
และด้วยความที่เวลาเหลือก่อนที่จะถึงเวลาเช็คอินตอน 15.00 น.
เราก็เลยคิดว่าจะขับรถไปดูที่พักกันก่อนดีกว่า เพราะที่พักกับที่จัดงานก็ห่างกันไม่มาก ขับรถประมาณ 10 นาทีก็ถึง
อีกอย่างก็ตื่นเต้นด้วย เพราะเห็นรูปจากรีวิวของคนอื่นแล้วสวยมาก เลยอยากเห็นไวๆ
ระหว่างทางไปที่พักมีตลาดนัดตอนเช้าด้วยค่ะ เสียดายที่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก
เราฝากท้องที่ตลาดด้วยอาหารง่ายๆ อย่างข้าวเหนียวหมูทอด ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ร้อน ^^
เรียกความสดชื่นได้มากเลยค่ะ ขับรถต่อไปอีกนิดหน่อยก็ถึง La Toscana Resort ค่ะ
ข้างหน้าจะดูไม่ใหญ่มากค่ะ ต้องสังเกตุดีๆ อาจจะเลยได้ ;P
เราก็ถือโอกาส ลงไปดูสถานทีสักหน่อย ทักทายพูดคุยกับพนักงานที่ lobby ซึ่งอยู่ติดถนนใหญ่เลย
เราก็คุยกัน น้องพนักงานก็ถามเราว่ากลับมางานคอนเสิร์ตหรอคะ เราก็ตอบว่าใช่ค่ะ
น้องเค้าก็ใจดีบอกว่า งั้นอาบน้ำที่นี่ก่อนมั้ยคะ เราก็แบบได้หรอคะ
แล้วน้องพนักงานก็พาเรานั่งรถกอล์ฟไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำของโซนสระว่ายน้ำค่ะ
เราประทับใจการบริการตรงจุดนี้มากๆ ค่ะ น้องพนักงานทุกคน friendly มากๆ
จากนั้นเราก็ออกจาก La Toscana เพื่อไปหาร้านนั่งชิลๆ เพื่อรอเวลาเช็คอินค่ะ
เราไปกันที่ The Scenery ค่ะ เราเคยมาเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้โซนร้านอาหารเปลี่ยนเป็นแบบนี้แล้วค่ะ ^^
เนื่องจากเราไปช่วงเช้าคนเลยยังไม่ค่อยมากัน
เมนูก็จะมีประมาณนี้ค่ะ
แต่ด้วยเราพึ่งทานมื้อเช้ามา ก็เลยสั่งวาฟเฟิลกับไอศกรีมนมแพะ แล้วก็เครื่องดื่มเรียกความสดชื่นค่ะ
วาฟเฟิลนุ่ม หอมอร่อยมากค่ะ ไอศกรีมนมแพะก็อร่อยมากก
ทานเสร็จนั่งพัก หายเหนื่อยแล้ว ก็เข้าไปเดินเล่นให้อาหารน้องแกะในฟาร์มกันค่ะ
ต้องมาซื้อบัตรกันก่อนนะคะ
บัตรที่เราได้มาสามารถนำไปแลกหญ้าสำหรับมาป้อนน้องแกะได้ค่ะ ^^
แถมยังมีคูปองส่วนลดไอศกรีมมาให้ด้วยค่ะ
นอกจากน้องแกะแล้วที่นี่ยังมี โชว์น้องหมาด้วยนะคะ แต่เราไม่ได้เข้าไปดูค่ะ ^^
เราอยู่ที่ Scenery กันนานพอสมควร ก็ได้เวลาไปเที่ยวต่อ
โดยเราตั้งใจจะไป “น้ำตกเก้าโจน” ซึ่งอยู่ห่างจาก scenery แค่ 6-7 กิโล
แต่พอไปถึงปรากฏว่าร้อนมากค่ะ น้ำตกมี 9 ชั้น
ชั้นที่ 1 ยังร่าเริงอยู่เลยค่ะ
แต่พอไปถึงชั้นที่ 2 ก็ล่าถอยกลับลงมาค่ะ เพราะอากาศร้อน 5555
ออกจากน้ำตกเก้าโจน เราก็มุ่งหน้าเข้าที่พัก เพราะว่าใกล้เวลาเช็คอินแล้ว
จากน้ำตกเก้าโจน ไป La Toscana Resort ระยะทาง ประมาณ 14 กิโล ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ค่ะ
พอถึง La Toscana Resort ก็รอเวลาอีกนิดหน่อยแล้ว พนักงานก็พาเราไปที่ห้องพักค่ะ
ที่นี่เวลาเช็คอินค่อนข้างตรงเวลา โดยเราจองห้องพักไว้ที่โซน Palazzo
ซึ่งเป็นโซนใหม่ โดยเวลา เช็คอินคือ 15.00 น แต่ เช็คเอาท์ ถึง 13.00 น.
เวลาจะต่างกันกับโซน La Toscana ค่ะ  ^^

ในส่วนของ Palazzo La Toscana โซนนี้ห้องพักจะเป็นลักษณะเหมือนตึกแถวค่ะ
คือทุกห้องจะอยู่ในอาคารเดียวกัน
ห้องที่เราพักคือห้องชั้นล่างขวามือค่ะ
ตรงนี้เป็นลานน้ำพุหน้าโซน Palazzo ค่ะ

  ทั้งรีสอร์ตมีการตกแต่งเป็น สไตล์ Italian Country ทั้งหมด
มีต้นไม้เยอะมาก จัดสวนได้อย่างสวยงาม เหมือนอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ต่างประเทศเลย
ซึ่งก็ไม่แปลกค่ะเพราะ ที่นี่ได้จำลองบรรยากาศให้เหมือนกันเมือง Tuscany ในอิตาลีค่ะ (ข้อมูลจากเว็บของรีสอร์ท ^^)
ส่วนโซน La Toscana ห้องพักจะมีทั้งเป็นตึกแต่จะเล็กกว่า
และจะมีส่วนที่เป็นบ้านเป็นหลังแยกๆกันค่ะ
แต่เราไม่ได้ถ่ายมาเยอะ เพราะโซนดังกล่าวมีคนเข้าเช็คอินกันก่อนหน้าแล้ว เกรงใจแขกท่านอื่นค่ะ  ^^
มาดูห้องพักที่เราจองไว้กันดีกว่าค่ะ เราได้ห้อง Tybalt ค่ะ
หน้าห้องจะเป็นระเบียง มีโต๊ะให้มานั่งเล่น นั่งทานอาหารข้างนอกได้
ภายในห้องก็จะตกแต่งในสไตล์ Vintage สุดๆ ค่ะ ใครที่ชอบแนวนี้ก็น่าจะถูกใจเหมือนกับเรา
มุมนี้เป็นมุมตู้เย็นค่ะ มีกาต้มน้ำให้ด้วย
แต่ความดีงามก็คือ ห้องน้ำที่นี่กว้างมากกกกกก สวยมากกกกก
ด้วยแสงที่เข้ามาจากด้านข้างทำให้ห้องน้ำดูสวยฟรุ้งฟริ้งมากๆค่ะ
  โซนที่เป็นอ่างอาบน้ำ กับโซนที่เป็น rain shower แยกส่วนกันกับส่วนของชักโครกเลยค่ะ
แต่เราไม่ได้ถ่ายโซนนั้นมาให้ดู
ส่วนตรงนี้เป็น Complimentary จากโรงแรมค่ะ
นอกจากแชมพูและโลชั่่นแล้ว ทางโรงแรมจะให้เราเลือกกลิ่นของ Bath foam ก่อนที่จะพาเรามาที่ห้องพักค่ะ
น้องพนักงานใจดีให้เราเลือกได้ 2 กลิ่นเลย จะได้ไม่ต้องแย่งกัน ^^
ด้วยความที่เราดูคอนเสิร์ตมาทั้งคืน พอถ่ายรูปห้องพักเสร็จ
ความง่วงก็เข้าครอบงำทันที เตียงใหญ่ นุ่ม ดูดพลังมากๆค่ะ
ตื่นมาอีกทีก็เกือบหนึ่งทุ่ม เราจึงต้องยกยอดมื้อเที่ยงไปรวมกับมื้อเย็นแทนค่ะ 555
ว่าแล้วก็โทรเรียกรถกอล์ฟมารับที่หน้าบ้านค่ะ
ที่นี่การค่อนข้างกว้าง รถกอล์ฟจึงเป็นพาหนะที่ใช้ในการเดินทางไปลานจอดรถข้างๆ Lobby ค่ะ
ร้านที่เราไปทานมื้อเย็นกันในวันนั้นคือ “ครัวม่อนไข่” ค่ะ
ร้านนี้อยู่ใกล้รีสอร์ทมากๆๆๆ ค่ะ อยู่ฝั่งตรงข้ามห่างกันเพียง 500 เมตร แต่เพราะมืดแล้ว จึงขับรถไปค่ะ
ถึงแล้วครัวม่อนไข่
น่าจะเพราะเป็นคืนวันอาทิตย์ คนในโซนที่นั่งด้านในเลยน้อย แต่โซนข้างนอกคนเยอะพอสมควรเลยค่ะร้านนี้มีสิ่งที่เราชอบอย่างหนึ่งก็คือ สามารถสั่งอาหารแบบจานเล็กหรือจานใหญ่ได้
ทำให้เวลามา 2 คน ก็สามารถสั่งจานเล็กมาทานหลายๆอย่างได้ มาดูเมนูที่เราสั่งกันดีกว่าค่ะ เริ่มจากต้มแซ่บกระดูกหมูอ่อน หมูชิ้นใหญ่มาก
เปรี้ยวๆ ร้อนๆ ทานแล้วสดชื่นค่ะ
เมนูนี้คือไข่เจียวซาลาเปา จานเล็ก เมนูนี้เราไม่ค่อยปลื้มเท่าไหรค่ะ เพราะไข่มันไม่ร้อน
เหมือนทำไว้ก่อนแล้ว ถ้าเสิร์ฟมาตอนร้อนๆ น่าจะอร่อยขึ้น
ยำผักกูดทรงเครื่องค่ะ จานนี้เป็นจานเล็ก 100 บาท
ร้านนี้เค้าขึ้นชื่อเรื่องผักกูด ซึ่งก็อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ
ส่วนเมนูสุดท้ายนี้เราชอบมากที่สุดเลยค่ะ
ชุดน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด เสิร์ฟกับผักกูดราดหัวกะทิ เราสั่งชุดเล็กเช่นเคยค่ะ  100 บาท เป็นเมนูที่ดูธรรมดาแต่อร่อยไม่ธรรมดาเลยค่ะ ผักกูดราดหัวกะทิ ทานกับน้ำพริกกะปี เข้ากันมากๆๆๆ ค่ะ
ถ้าได้มีโอกาสได้มาที่ครัวม่อนไข่ แนะนำให้สั่งเมนูนี้เลยค่ะ
 อิ่มท้องแล้วก็กลับเข้าที่พัก เลยแวะถ่ายรูปบรรยากาศของ  La Toscana Resort ยามค่ำคืนมาฝากค่ะ
ตัดภาพมาที่ตอนเช้ากันดีกว่าค่ะ  ^^
ห้องอาหารอยู่ชั้น 2 ของ Lobby นะคะสามารถมองเห็นวิวได้ทั่วรีสอร์ทเลยค่ะ
ห้องอาหารสำหรับทานอาหารเช้าของที่นี่มีทั้งโซน indoor และ outdoor ค่ะ
เราเลือกนั่ง โซน outdoor ค่ะ
ไลน์อาหารเช้าก็มีครบตามมาตรฐานโรงแรมค่ะ
แต่ว่าเป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานค่อนข้างสูงนะคะ ^^
อาหารเช้าของที่นี่รสชาติโดยรวมถือว่าอร่อยเลยค่ะ
ความครบครันของอาหารถือว่าดีมาก แม้กระทั้งคอตเตจชีส ยังมีเลย ^^
โดยเฉพาะข้าวต้มเห็ดโคนญี่ปุ่นค่ะ อร่อยมาก
ผลไม้ ขนมหวาน ก็มีครบถ้วนค่ะ
ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็แวะถ่ายรูปบริเวณ Lobby ค่ะ เพราะตอนนีไม่มีคนเลย
ถ่ายรูปส่วนนี้เสร็จเราก็เดินเล่นเพื่อย่อยอาหาร ไปทั่วรีสอร์ทค่ะ ก่อนที่จะเตรียมตัวเก็บข้าวของเช็คเอาท์
โซนสระว่ายน้ำของที่นี่สวยมากค่ะ แต่เสียดายที่ครั้งนี้เราไม่ได้เตรียมตัวมาว่ายน้ำเลยอดลงสระเลย ^^
ได้แต่ถ่ายรูปริมสระแทนค่ะ
ที่นี่ไม่ว่ามุมไหนก็สวยไปหมด เพื่อนๆคนไหนที่ชอบ(ถูก)ถ่ายรูป ไม่ควรพลาดนะคะ
นอกจากบรรยากาศดีๆภายในรีสอร์ทที่ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง
และความสะดวกสบายของห้องพัก การบริการที่ดีมากๆ ของพนักงาน อาหารอร่อยๆ
เราว่าที่  La Toscana Resort เป็นที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างมากค่ะ
ยิ่งถ้าได้มาช่วงที่อากาศเย็นๆ ยิ่งฟรินค่ะ